New to Tee Intact? Register | Forgot Password
  
  
twitter  
Top banner
เรื่องของเหล็ก (Forged) ตอนที่2

เรื่องของเหล็ก (Forged) ตอนที่2

Category: Specifications
Posted on: 2010-06-15 Posted By: Golf Lab

 คราวที่แล้วเราว่าด้วยเรื่องการออกแบบใบเหล็กจากอดีตจนถึงปัจจุบันและแนวคิดในการออกแบบไม้เทนนิสที่ถูกนำมาใช้บนใบเหล็กไปจนเข้าใจกันมากขึ้นแล้ว เรามาต่อกันด้วยเรื่องวัสดุที่ใช้ทำใบเหล็ก ซึ่งเป็นศาสตร์และศิลป์ที่เป็นสิ่งที่น้อยคนมากที่จะรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

  เพราะมันเป็นความรู้ที่เฉพาะทางจริงๆ และที่สำคัญมันเป็นความลับที่ใช้ทำมาหากินจากรุ่นสู่รุ่น ศาสตร์พื้นฐานเหล่านี้ Mr. Yee ก็เคยเรียนตอนเรียนวิศวะมาแล้ว แต่ในแง่ปฏิบัติจริงแล้วต้องอาศัยประสบการณ์และเทคนิคเฉพาะตัวอย่างมาก ที่มืออาชีพเท่านั้นที่รู้อย่างถ่องแท้

ก่อนที่จะคุยกันเรื่องวัสดุ เราต้องแยกเทคนิคในการผลิตใบเหล็กออกเป็น 2 ประเภทซะก่อน ได้แก่ ใบเหล็กหล่อ (Cast) และใบเหล็กอัดขึ้นรูป (Forged) ใบเหล็ก Cast จะขึ้นรูปจากการเทเหล็กเหลวเข้าแบบขี้ผิ้ง เนื้อเหล็กจึงมีรูพรุนจากการแทรกตัวของอากาศทำให้การควบคุมคุณภาพของเนื้อเหล็กเป็นไปได้ยาก ในขณะที่เหล็ก forged เป็นการอัดด้วยแรงสูงไปบนเนื้อเหล็กร้อน ให้ขึ้นเป็นรูปตามแบบ เนื้อเหล็กจึงมีการเรียงตัวอย่างหนาแน่น ทำให้ในแง่การควบคุมคุณภาพของเหล็กแล้วจะดีกว่าเหล็ก cast อย่างมาก เหล็กfoged ให้ความรู้สึกนุ่มขณะปะทะมากกว่าเหล็ก cast เนื่องจากต้องใช้เหล็กที่มีเปอร์เซ็นต์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon (C)) เพื่อให้สามารถขึ้นรูปได้ง่าย ดังนั้นเหล็กคุณภาพดีทั้งหลายจึงมักเป็นเหล็ก forged ด้วยสาเหตุของความรู้สึกที่นุ่มนวลและการควบคุมคุณภาพที่ดีกว่า นอกจากนั้นคุณสมบัติในการให้ตัวจากการบิดหรือดัด ซึ่งทำให้สามารถดัดเพื่อปรับเปลี่ยน Loft และ Lie ได้ง่ายโดยไม่มีการแตกหักเสียหาย ก็เป็นข้อดีอีกอย่างที่เหล็ก Cast ไม่สามารถทำได้ คุณสมบัติส่วนนี้ถือเป็นส่วนสำคัญเพื่อที่ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนเหล็กให้เข้ากับสวิงของนักกอล์ฟแต่ละคนได้เหมาะสมที่สุด  




ต่อไปเราจะมาเจาะลึกกันที่วัสดุที่ใช้ทำใบเหล็ก forged กันโดยละเอียด

คำถามที่มักถามกันว่าทำไมเหล็ก forged จึงมีราคาแพงกว่าเหล็ก cast คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ตัววัสดุเหล็กเปอร์เซ็นต์คาร์บอนต่ำที่ใช้ผลิตใบเหล็ก forged นั่นเอง เหล็กเหล่านี้มีราคาสูง เพราะขบวนการผลิตเหล็กเปอร์เซ็นต์คาร์บอนต่ำนั้นเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง ยิ่งผลิตเหล็กที่มีเปอร์เซ็นต์คาร์บอนต่ำลงเท่าใด ราคาก็จะยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น เพราะการควบคุมการผลิตให้สม่ำเสมอทำได้ยาก ยกตัวอย่างเทคนิคหนึ่งที่ใช้ในการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำมากๆนั้น ใช้การดึงเหล็กออกจากเหล็กเหลวอย่างช้าๆ ทำให้ได้เหล็กบริสุทธิ์สูงมากแต่ใช้เวลามากเป็นสัปดาห์ ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตที่แพงมาก ในการพิจารณาเหล็ก forged  แล้ว เจ้าพ่อในวงการต้องยกให้ประเทศญี่ปุ่น วัตถุดิบเหล็กนุ่มคุณภาพดที่ขึ้นชื่อ คือ เหล็กที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น วัตถุดิบเริ่มต้นจะอยู่ในรูปเหล็กกลมเส้น ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการผลิตเหล็กนุ่มเพื่อใช้ในการทำดาบซามูไร ที่สะสมเทคโนโลยีและเทคนิคการผลิตเหล็กคุณภาพดีมาอย่างยาวนาน รุ่นแล้วรุ่นเล่า



ในอดีต เหล็ก forged ญี่ปุ่นจะใช้วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศและ forged ในญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันการควบคุมต้นทุนการผลิตเข้ามามีผลต่อการปรับเปลี่ยนวิธีการในการจัดการกระบวนการผลิตเป็นอย่างมาก เหล็ก forged ที่เป็นยี่ห้อญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตในญี่ปุ่นแล้ว เพื่อลดต้นทุน และวัตถุดิบก็มักจะมาจากประเทศจีนที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า ดังนั้นเหล็ก forged แบรนด์ญี่ปุ่นในวันนี้จึงไม่เหมือนเหล็ก forged ที่ Made in Japan อย่างในอดีตอีกต่อไป แต่ก็ยังมีโรงงานที่ forged โดยใช้วัตถุดิบเหล็กที่ผลิตในประเทศอยู่ แต่ไม่มากนัก โรงงานที่ยังคงดำเนินธุรกิจตามแนวทางดั้งเดิมนี้ ล้วนเป็นโรงงานที่เน้นผลิตใบเหล็ก forged คุณภาพสูงระดับพรีเมี่ยม

พวกเราคงคุ้นเคยกับรหัสเหล่านี้ 1025, 1020, S25C, S20C ที่แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ตัวเลขเหล่านี้เป็นเกรดของเหล็กนั่นเอง 1025 และ 1020 เป็นมาตรฐานอเมริกัน (ASTM) ในขณะที่ S25C และ S20C เป็นมาตรฐานทางฝั่งญี่ปุ่น (JIS) ซึ่งจะกำหนดเปอร์เซ็นต์ของธาตุองค์ประกอบหลักได้แก่ คาร์บอน (Carbon (C)), แมงกานีส (Manganese (MN)), ฟอสฟอรัส (Phosphorus(P)) และซัลเฟอร์หรือกัมมะถัน (Sulphur (S)) มาตรฐานทั้งฝั่งอเมริกาและญี่ปุ่นก็จะล้อกัน 1025 ก็เปรียบกับ S25C ซึ่งจะมีเปอร์เซ็นต์คาร์บอนอยู่ในช่วง 0.22-0.28% ในขณะที่ 1020 ก็เปรียบกับ S20C จะมีเปอร์เซ็นต์คาร์บอน 0.18-0.23% เปอร์เซ็นคาร์บอนยิ่งมาก เหล็กก็จะยิ่งมีความแข็งมากขึ้น ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงเกรดเหล็กนุ่มที่นำมาใช้ผลิตเหล็ก forged น้อยมาก จึงทำให้ความแตกต่างในแง่่วัสดุของเหล็กในปัจจุบันน้อยมาก




แค่เกรดของเหล็กอย่างเดียวก็ไม่ได้บอกว่าเหล็กเกรดเดียวกันตีออกมาแล้วจะให้ความรู้สึกเหมือนกัน ความรู้สึกนุ่มนวลของใบเหล็กขณะปะทะนั้น เป็นเรื่องของเสียงที่หูเราได้ยินขณะใบเหล็กปะทะเข้ากับลูกกอล์ฟ เหล็กที่เปอร์เซ็นตคาร์บอนต่ำจะมีความสามารถในการดูดซับพลังงานค่อนข้างมาก ดังนั้นพลังงานที่ออกมาในรูปของเสียงในขณะปะทะก็ลดลงไปด้วย ทำให้เรารู้สึกว่านุ่ม แต่ในความเป็นจริง นอกจากวัสดุของใบเหล็กเองแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกหลายตัวร่วมด้วย และที่สำคัญที่สุดคือ รสนิยมและความชอบของตัวนักกอล์ฟนั่นเอง บางคนชอบแบบนุ่มๆมากๆ ในขณะที่บางคนชอบแบบนุ่มแน่น นานาจิตตัง

แต่อย่างไรก็ดี วัสดุและความรู้สึกเป็นเพียงองค์ประกอบที่เป็นส่วนรอง ใบเหล็กที่ตีดี ได้ผลงานดี อย่างที่เราคาดหวังเป็นปัจจัยแรกที่ควรจะพิจารณาก่อน ใบเหล็กที่ให้ความรู้สึกดีจะเกิดขึ้นเมื่อเราตีได้เข้าอิมแพคท์เท่านั้น ถ้าคุณตีไม่เข้า ความรู้สึกดีๆก็ไม่เกิดเช่นกัน


091 - ตีไกล ตอน 27 - ศึกษาข้อมูลระยะการตีไดร์ฟเวอร์ของโปรกอล์ฟอาชีพแล้วคิดดู
091 - ตีไกล ตอน 27 - ศึกษาข้อมูลระยะการตีไดร์ฟเวอร์ของโปรกอล์ฟอาชีพแล้วคิดดู
090 - ตีไกล ตอน 26 - เตือนใจให้กับคนที่อยากจะตีให้ไกลขึ้น
090 - ตีไกล ตอน 26 - เตือนใจให้กับคนที่อยากจะตีให้ไกลขึ้น
089 - ตีไกล ตอน 25 - ตัวเล็กก็ตีไกลได้
089 - ตีไกล ตอน 25 - ตัวเล็กก็ตีไกลได้
Share 
Hot Golf Gears
กริปพัตเรอร์มันส์ๆ จาก Loudmouthปลอกแขนกันแดด กัน UV ยี่ห้อ Aqua-XPerfect Putting Mat พรมพัตต์ 4 เมตรที่สุดของที่สุด...ที่ครอบเหล็กระดับ Premium ยี่ห้อKami Iron - Legend is here.Belly Putter
 


About This Blog

Tee Intact Golf Lab มีความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านไม้กอล์ฟ สามารถช่วยท่านวิเคราะห์, เลือก, ปรับแต่ง และปรับเปลี่ยนไม้กอล์ฟให้เหมาะสมกับวงสวิงเฉพาะของนักกอล์ฟแต่ละท่าน โดยใช้เครื่องVector Launch Monitor, Swing Radar และกล้องวีดีโอเป็นเครื่องมือ ช่วยในการวิเคราะห์.

Valid XHTML 1.0 TransitionalValid CSS!







Statistics
Today
36
Yesterday
139
This Month
2,697
Last Month
3,376
This Year
28,526
Last Year
39,177
 
13 Guests, 0 User